ความรู้เกี่ยวกับสวนสมรม

สวนสมรม

ความหมายของสวนสมรม คือ สวนสมรมเป็นภาษาถิ่นแปลว่า รวม ผสมผสาน เป็นรูปแบบการจัดการอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้สวนชาวบ้านแต่เดิมจะมีลักษณะเป็นสวนสมรมทั้งสิ้น บางท่านเรียก สวนพ่อเฒ่า คือบรรพบุรุษเราทำมาอย่างนั้นตั้งแต่สมัยโบราณ ไร่นาสวนผสมที่บางคนทำอยู่ในปัจจุบันนั้นมิได้เป็นของใหม่ แต่พัฒนาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมนั้นเอง การทำสวนสมรมคือการปลูกพืชทุกชนิดอย่างละต้นสองต้นไม่ได้ดูแลอะไรมากมาย ปล่อยให้พืชรักษาสมดุลกันเองตามระบบนิเวศการขยายพันธุ์พืชอาจใช้ได้หลายวิธี เช่น เอาเมล็ดทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไว้ให้งอกขึ้นเอง หรือปลูกบ้างก็เพียงเอาไม้แหลม ๆ ไปทิ่มตำพอให้เป็นหลุมหยอดเมล็ดลงไป ตรงไหนไกลหน่อยขี้เกียจเดินก็เอาธนูหรือหนังสติกยิงเมล็ดพืชออกไป วิธีนี้เป็นการจับจองที่ดินไปด้วยเมล็ดพืชไปตกที่ไหนก็งอกที่นั่นเป็นเขตของเรา บางทีก็ใช้สวนสมรมนั่นแหละเป็นที่สุขา คือเมล็ดที่กินเข้าไปถ่ายทิ้งไว้งอกเหมือนกัน นอกจากนั้นพืชก็ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ

วิธีการเกษตรเช่นนั้นเป็นวิธีเดียวกัน การเกษตรที่พระไพศาล วิสาโล ได้กล่าวถึงว่าเป็น การเกษตรที่เน้นการบริการบริโภคเป็นหลัก โดยอาศัยสมดุลธรรมชาติ เป็นพื้นฐานมิได้มุ่งแสวงหาความร่ำรวยเพื่อความมั่นคงจากวัตถุ ยิ่งกว่านั้นเอื้อให้เกิดการพึงตนเอง ซึ้งเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งทางพุทธธรรม เราอาจเรียกการเกษตรกรรม ดังกล่าวว่าเกษตรแบบพุทธหรือพุทธเกษตรกรรม

นอกจากความหมายของ สวนสมรม จะตรงกับความหมายของ “พุทธเกษตรกรรม” แล้ว ยังตรงกับความหมายของวันเกษตรด้วย ดังที่ไพโรจน์ ภูมิประดิษฐ์และกุลชีพ วรพงษ์ ได้กล่าวถึง วนเกษตรในลักษณะที่ตรงกับความหมายของสวนสมรมว่า

วนเกษตรเป็นรูปแบบหนึ่งของการเกษตรธรรมชาติไม่ใช่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สารเคมีและยาฆ่าแมงอันทำให้สารพิษตกค้างในสภาพแวดล้อมไม่ไถพรวนดิน เพราะผืนดิน โดยธรรมชาติมีการไถพรวนอยู่แล้วโดยรากไม้ ไส้เดือนและสัตว์ต่างๆ ไม่ทำให้พื้นดินเตียนโล่ง เพื่อรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกำลายด้วยลมและฝน หากพื้นที่เป็นที่รกควรปล่อยไว้เช่นนั้นก่อนเมื่อจะปลูกต้นไม้จึงค่อยทำให้เตียนลง ถ้าเป็นที่ขาดแคลนน้ำควรเริ่มปลูกพืชอาหารที่เก็บกินได้เร็ว พร้อมกับปลูกพืชที่เป็นอาหารนกและสัตว์ เพื่อฟื้นฟูระบบชีวิตในธรรมชาติซึ้งมีทั้งพืชและสัตว์อาศัยอยู่ร่วมกันก่อให้เกิดสมดุลทางธรรมชาติ พืชทุกชนิดที่เป็นไม้สูง ไม้ระดับกลาง ไม้พุ่ม และพืชคลุมดินจะอยู่ปะปนกันเพื่อให้มีการอาศัยเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ เช่น พืชที่อยู่ระดับบนหรือไม้ใหญ่ นอกจากจะให้ร่มเงาแล้วยังช่วยน้ำและธาตุอาหารจากดินที่ลึกลงไปขึ้นมา เมื่อใบของไม้ใหญ่แก่ร่วงลงดินก็ย่อมสลายกลายเป็นของพืชระดับผิวดิน ในคณะที่พืชชั้นล่างจะช่วยควบคุมวัชพืชและรักษาความชื้นของหน้าดินไว้

นอกจากนี้เมื่อนำแนวคิดวิชาการสมัยใหม่มาเทียบเคียงจะพบว่า สวนสมรม เป็นชื่อภาษาถิ่นที่มีอยู่แต่เดิม ส่วนชื่อที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นเพียงชื่อใหม่เพื่อใช้เรียกวิธีการเดิมที่ชาวบ้านมีอยู่ทำอยู่แล้วแต่โบราณดังที่ณรงค์ คงมาก ได้กล่าวว่า การทำสวนผลไม้โดยการปลูกไม้ผลหลายชนิด และผลไม้อื่นๆ ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน โดยเลียนแบบระบบป่าไม้ธรรมชาติ สวนสมรม เป็นภาษาท้องถิ่นภาคใต้ที่ใช้เรียกระบบการทำสวนผสมผสานระหว่างพืชกับพืช ดังนั้นสวนสมรมจึงเป็นรูปแบบหนึ่งที่อยุ่ในรูปแบบการทำสวนแบบผสมผสานนั่งเอง ในเรื่องนี้ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ได้กล่าวความหมายของการเกษตรผสมผสานได้สรุปไว้ว่า หมายถึงระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือมีการเลี้ยงสัตว์หลายๆชนิดอยู่ในที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิดสามารถเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยอาศัยหลักการการอยู่ร่วมกันระหว่างพืชสัตว์และสิ่งแวดล้อม ในระบบนิเวศเป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับที่ ประเวศ แสงเพชร ได้ให้ความหมายของเกษตรผสมผสานว่าคือ การจัดระบบของกิจกรรมผลิตในไร่นา ได้แก่ พืช สัตว์ และประมง ให้มีการผสมผสานต่อเนื่องและเกื้อกุลในการผลิตซึ้งกันและกัน โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดินน้ำ แสงแดดอย่างเหมาะสมแก่ประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลของสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเกิดผลในการเพิ่มพูน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

ในระบบนิเวศเป็นแนวทางในการคําเนินกิจกรรมการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับที่ ประเวศ แสงเพชร ได้ให้ความหมายของการเกษตรผสมผสานว่าคือ การจัดระบบของกิจกรรมผลิตในไร่นา ได้แก่ พืช สัตว์ และประมง ให้มีการผสมผสานต่อเนื่องและเกื้อกูลในการผลิตซึ่งกันและกัน โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดินน้ำ แสงแดดอย่าง เหมาะสมแก่ประโชชน์สูงสุด มีความสมดุลของสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเกิดผลในการ เพิ่มพูน ความอุคมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

*ความหมายของสวนสมรม (ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนไม้เรียม) การทำสวน ครูประยงค์ รณรงค์ ได้ใช้คําว่า สวนสมรม ซึ่งเป็นภาษาพื้นบ้าน หมาขถึง การปลูกพืช ผลไม้ หลายชนิคแบบผสมผสานโดยการปลูกในลักษณะที่มิได้นําระยะระหว่างหลุมที่ปลูกมาเป็นปัจจัยสำคัญ คือปลูกในที่ว่าง แต่แนวคิดในการทำสวนสมรมที่น่าสนใจซึ่งนับว่าเป็นภูมิ ปัญญา คือการรู้จักลักษณะของพืช และผลไม้แต่ละชนิคที่จะปลูกเป็นอย่างดี ทราบว่า พืช หรือผลไม้ชนิคใด มีความลึกของราก ขนาคใด ชอบปริมาณแสงมากน้อยเพียงใดแล้วนําพืชผลไม้แต่ละชนิดมาปลูกร่วมกัน หรือไกล้กัน จากการเยี่ยมชมการทำสวนสมรม สามารถสังเกตเห็นการปลูกร่วมกันถึง 4 ชั้น ชั้นบนสุดได้ปลูกสะตอ ซึ่งเป็นไม้ใหญ่มีรากลึกและต้องการปริมาณแสงมาก รองลงมาระดับกลาง ที่ต้องการปริมาณแสงประมาณร้อยละ 60 ไค้ปลูกลองกอง และมังกุด ต่ำลงมาอีกชั้นเป็นการปลูกพืชที่ไม่ต้องการแสงมากนัก เป็นประเภทพืชผักท้องถิ่น เช่น ผักเหรียง ฉัดลงมา เป็นพืชที่เป็นแง่ง หรือหัวไต้ดิน เช่น ซิง ข่า สำหรับต้นสะตอซึ่งมีลำต้นสูงสามารถปลูกพืชชนิด เลื้อยได้อีก่ต่างหาก จากรูปข้างบนจะเห็นว่ามีการปลูกพริกไทยและพลูใบ ที่ใช้ทานกับหมาก

*ความหมายของสวนสมรม (โครงการยกระดับฐานการผลิตอุตสาหกรรมเกษตร การท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อสร้างทางเลือกใหม่แก่เกษตรกรและกวามมั่นคงของอุตสาหกรรมเกษตร จังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนสมรมหรือสมลม เป็นคําภาษาถิ่นหมายถึง สวนขนาดเด็ก ที่ปลูกผสมปนเปกันของผลไม้นานาชนิด ไม่มีการแยกแปลงแยกชนิดอาศัยธรรมชาดิให้เกื้อถูลกันเอง นับเป็นภูมิปัญญาของ ชาวบ้านอข่างแท้จริง เพราะผลไม้แต่ละชนิดออกผลผลิตไม่พร้อมกัน ทำให้เจ้าของสวนสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ทั้งปีและช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นคลาดด้วย ในสวนสมรมจะมีผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น ทุเรียน มังคุคลางสาด จําปาคะ หมาก สะตอ ลูกเนียง สวนสมรมภูมิปัญญาการทำมาหากินของ บรรพบุรุษที่มีลักณะเดียวกับวนเกษตรแนวคิดทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสานที่กำลังพูดถึงใน ปัจจุบันนํามาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของครัวเรือนปัจจุบันมีสวนสมรมเหลืออยู่เป็นจ้านวนมากในจังหวัดสุราษฎร์ธานีโคยเฉพาะ ในพื้นที่อำเกอคีรีรัฐนิคม อำเภอพนม อำเภอบ้านตาขุน ชาวบ้านที่ทำสวนสมรมส่วนใหญ่สืบทอดจากรุ่นบรรพบุรุษ โคยเป็นการตกทอดทางมรดก สวนสมรมเป็นสวนที่เข้าของสวนปลูกทุกอย่าง ที่จะกินจะใช้ มีอะไรก็ปลูกลงไปไม่ต้องจัดระเบียบ ปล่อยให้เป็นไปตามชรรมชาติ ไม่มีการจัดการเพียงแค่คอยแผ้วถางที่โคนต้นบ้างในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และคอยระ วังไม่ให้เถาวัลย์ไปรบกวนรัดกิ่งก้านจนด้นไม้ตายก็พอ ชาวสวนสมรมจะเก็บเกี่ยวพืชผลที่มีอยู่ตามธรรมชาติแบบคอยเป็นค่อยไปได้ผลเก็บเกี่ยวเท่าใดเอาเท่านั้น

ความหมายของสวนสมรม (ณรงค์ คงมาก.) ได้กล่าวว่า การทำสวนสมรม (สวนผสมผสาน) หมายถึง การทำสวนผลไม้โดยการปลูกไม้ผลหลายชนิค และไม้อื่นๆ ร่วมกันในพื้นที่เดียวกันโดยเลียนแบบระบบป่าไม้ธรรบชาติ การทำสวนสมรม เริ่มจากการถางไม้พุ่ม ถางหญ้าออกให้หมดก่อน แล้วนํากล้าไม้ผลบางชนิดที่เพาะไว้ก่อนในกระบอกไม้ไผ่ ทุเรียน มังคุด สะตอ ละมุด ลางสาด ปลูกในหลุมที่กว้างและลึกพอที่จะใส่กระบอกไม้ไผ่ลงไปได้เท่านั้น บางชนิดก็ปลูกเมล็คลงไปโดยตรง เช่น จำปาดะ เพียงการปลูก ไม่ต้องเป็นแถวเป็นแนว ดูแต่ระยะห่างที่พอเหมาะเท่านั้นก็พอ ไม้ผลต้นไหนแคระเกรนก็ใช้น้ำปัสสาวะบํารุง โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ วิธีถางก็ใช้มีดพร้า ไม่ใช้ สารเคมีกําจัดวัชพืช สวนสมรมแค่คูแลไม่ให้ใครเข้าไปตัดไม้ ล่าสัตว์ไม่ต้องแผ้วกาง สวนสมรมก็จะเป็นป่าเอง

จากที่กล่าวมา อาจสรุปไค้ว่า สวนสมรมหมายถึง สวนที่ปลูกพืชหลายชนิดอยู่ในที่เดียวกันแบบพึงพาอาศัยกันเอง โดยใช้หลักความสมดุลของธรรมชาติ และ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการดูแลเท่านั้น สวนสมรมเป็นภาษาถิ่นที่ชาวปักษ์ใต้ใช้เรียกสวนที่ใช้กระบวนการเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้ความรู้ที่ได้รับสืบทอดจากบรรพบุรุษในการดูแล แต่ในปัจจุบันอาจมีการนําความรู้เกษตร สมัยใหม่เข้ามาปรับใช้แต่ยังคงรูปแบบเดิม ๆ ของสวนไว้

ลักษณะของสวนสมรม

นางสาวกิตติมา ไกรพีรพรรณ ผู้วิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรพฤกษศาสตร์พื้นบ้านสู่ การสร้างจิตวิทยาศาสตร์ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน : กรณีชุมชนบ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมชาติ อธิบายลักษณะของ สวนสมรม ดังนี้

นายสถล สุชลจิตร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญกลุ่มเกษตรกรสวนสมรม ไค้กล่าวถึงสวนสมรมในงานวิจัยว่า “…สวนสมรมเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ 200 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านเพราะทุกแปลงมันจะเป็นสมรมตลอด เพราะแม่ไปบุกเบิกป่า ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ไปบุกรุกป่าสงวน ชาวบ้านจะคุยกันว่าปีนี้เปิดที่ไปเท่าไร ห้าไร่ สิบไร่ ถ้าใครไม่มีไปทำถือว่าชี้คร้าน หมกหมุ่นอยู่กับการพนันอบายมุขไม่ไปทำไปถึงก็ตัดแผ้วถาง ไม้โต ๆ ก็โค่นทิ้ง พอมีนาเมษาหน้าแล้งก็เผา เหลือแต่ดินดำเลย ชาวบ้านเรียกว่าทำดินดำ เหลือแต่ถ่าน...”

นายวันชาติ สำแดง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญกลุมเกษตรกรสวนสมรม ได้กล่าวถึงสววนสมรม ในงานวิจัยว่า “…อันดับแรกคือปลูกกล้วยเดือนมีนาเมษา กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม เป็นพีชพี่เลี้ยง เพราะมันแดคร้อน ไม่มีอะไรบัง หลังจากนั่นก็ปลูกข้างโพด ผักต่างๆ พอเดือนสิงหากันยา เข้าฤดูผลไม้ออก พอปลูกแล้วก็ไม่รู้ว่าต้นไหนปลูกตรงไหน สะเปะสะปะไปหมดเลยกลายเป็นสวนสมรมไม่มีแถว มีที่ว่างตรงไหนปลูกตรงนั้น เอกลักษณ์ของสวนสมรมไม่ได้ปลูกเป็นแถวเป็นแนว ว่างตรงไหนปลูกตรงนั้น

การใช้ทรัพยากรน้ำในสวนสมรม

รูปภาพประกอบ สวนสมรม

ระบบการปลูกพืช

กระบบการปลูกพืชในสวนสมรมเป็นระบบกระบวนการเกษตรแบบตั้งเดิม ซึ่งชาวบ้านปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยใช้ระบบการปลูกพืชต่างระดับ (Multistory Cropping) และมีระบบนิเวศวิทยาที่เลียนแบบสภาพป่าธรรมชาติ ระบบการปถูกพืชมีโครงสร้างสลับซับซ้อน มีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปะปนกัน มีขนาดและความสูงหลากหลาย มีทั้งพืชยืนต้น และไม้ล้มลุกหลายชนิดสลับกันไป โดยการคัดเลือกชนิดและประเภทของพืชที่นำมาปลูกร่วมกันเกิดจากประสบการณ์ที่ สะสมต่อๆ กันมา และความเชื่อที่ว่าพืชแต่ละชนิดมีความสัมพันธ์ซึ่งก้นและกัน และอาจเป็นลักษณะของการแข่งขันแทนที่จะเป็นการเกื้อกูลกันก็ได้

สวนสมรมประกอบด้วยไม้ยืนต้นที่มีเรือนยอดซ้อนกันอย่างน้อย 3 ชั้นคล้ายป่าธรรมชาติ โดยพืชหลายชนิดปลูกผสมผสานอยู่ในระบบอย่างเหมาะสม การลดหลั่นเป็นชั้นของพืชที่ปลุกในสวนสมนม ประกอบด้วยพรรณไม้ 3 กลุ่มใหญ่คือ พรรณไม้ระดับบน พรรณไม้ระดับกลาง และพรรณไม้ระดับล่าง บรรพบุรุษของชาวบ้านชุมชนบ้านคีรีวงมีประสบการณ์ในการจัดระบบนี้ได้ดี พืชชนิดใดต้องการแสงแดดมากและมีทรงพุ่มไม้เล็ก เช่น หมาก มะพร้าว จะอยู่สูงสุดของระบบ ลคลงมาเป็นทุเรียนพื้นบ้าน สะตอ ลดลงมาอีกเป็นไม้ต้นพุ่มหนา เช่น มังคุด ลางสาค ลองกอง เหรียง จำปาดะ ขนุน ชั้นล่างสุดเป็นไม้ที่ต้องการร่มเงา ต้องการแสงดดไม่มาก เช่น ดาหลา ขิง ข่า ไพล กระชาข ผักกูด สำหรับพืชที่มีลักษณะเป็นเถาเกาะต้นพืชอื่นๆ เช่น พลู พริกไทย ดีปลี ผักแมะ จะปลูกกับต้นไม้ยืนต้นโคยไม่ต้องทำค้างให้เกาะ

ชาวบ้านเชื่อว่าวิธีการปลูกพืชหลักกับพืชที่ปลูกแซมของชาวบ้านนอกจากจะมีประโยชน์ ในเรื่องของทรงพุมและการบังแสงแดดแล้ว พืชหลักกับพืชที่แซมยังมีระบบรากที่หยั่งลึกในดินต่างระดับกันเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแข่งขันการใช้อาหารและน้ำจากบริเวณเดียวกัน

ลดการใช้สารเคมีในสวนสมรม

รูปภาพกระกอบ ตัวอย่างการปลูกพืช

นายฉ่อง บุญเฉลย ผู้ให้ข้อมูสำคัญกลุ่มเกษตรกรสวนสมรม ได้กล่าวไว้ในงานวิจัยว่า “…ปกติถ้าเราปลูกเป็นอย่างๆ ก็เป็นระยะๆ มังคุดก็ไม่ต่ำจาก 10 เมตร ทุเรียนก็ไม่ต่ำจาก 8-10 เมตร แต่ของเราผสมผสานว่างตรงไหนเราก็ปลูกตรงนั้น จะปลูกสลับกันไป ระยะของทุเรียนเราก็ให้ได้ระยะหนึ่ง มังคุดก็ได้ระยะหนึ่ง แต่ว่ามังคุดมันคล้ายๆทุเรียน มันเข้าระหว่างๆ.... ไม้ มังคุดก็ปลูกระยะห่าง 10-12 เมตร แล้วก็ปลูกลองกองระหว่างถ้าไม่ปลูกลองกองที่ปลูกทุเรียน ระหวาง ปลูกสลับกัน เราไม่ได้ปลูกคราวเคียวกัน แต่เราดูเเลระยะระหว่างต้นชนิคเดียวกันเราก็ดูแลระยะให้มันห่างกัน แต่ถ้าหมากเราปลูกตอนสร้างสวนใหม่ๆ เพราะมันขึ้นง่ายถ้าไม่รกมันก็ไม่ซี้ตาย…

การเลือกชนิดพืช

ชาวบ้านในชุมชนบ้านคีรีวงเลือกปลูกพืชที่เกื้อถูลกันและปลูกพืชที่มีความสูงและความต้องการแสงต่างกัน ซึ่งช่วยให้การใช้ที่ดินในสวนสมรมมีประสิทธิภาพแล้ว นอกจากนี้ชาวบ้านยังเลือกชนิดของพืชที่นํามาปลูกร่วมกันที่ให้ผลผลิตต่างช่วงเวลา จึงช่วยให้ชาวบ้านมีรายไค้ตลอดทั้งปี โดยพืชหลัก 5 ชนิด ได้แก่ มังคุด ทุเรียน ลูกเนียง สะตอ หมาก

นายวันชาติ สำแดง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญกลุ่มเกษตรกรสวนสมรม ได้กล่าวไว้ในงานวิจัยว่า ...หลักๆแล้ว สวนสมรมต้องมีพืชห้าอย่างถึงจะมีรายได้รอบปี ทุเรียน มงกุด สะตอ ช่วงเดียวกันออกพร้อมกัน สะตอเดือน มิถุนา กรกฎา สิงหา กันยา สามอย่างนี้จะหมด เรีมกันยา ได้ลูกเนียง กันยา ตุลา พฤศจิกา สามเดือนเก็บอยู่ พฤศจิกา ธันวา มกรา กุมภา มีนา เมษา จะมีหมากอยู่ หมากจะมีสามถึงหกทลาย เดือนหนึ่งจะเก็บทลายหนึ่ง ประมาณหกเดือน เนี่ยจะมีเศรษฐกิจพอเพียงอยู่...

ประโยชน์ของถวนสมรม

อร่ามรัศม์ ด้วงชนะ ผู้วิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาชาวบ้านกาคใต้ : ศึกพากรณีสวนสมรม ได้อธิบายประโยชน์ของสวนสมรม ดังนี้

การทำสวนสมรมของชาวบ้านภากใด้ตั้งแต่อดีต ตลอดจนการทำสวนที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น วนเกษกร พุทธเกษตร หรือเกษตรแบบผสมผสานก็ตาม การที่สวนในลักษณะดังกล่าว ยังสามารถดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบันเป็นเพราะชาวบ้านเห็นถึงข้อดีเห็นถึงประโยชน์ของสวนดังกล่าวนั่นเอง นักวิชาการคลอคจนชาวบ้านผู้ประกอบการได้กล่าวถึงประโยชน์หรือข้อดีของ สวนสมรมไว้ดังนี้

กลิ่น คงเหมือนเพชร ได้กล่าวถึงผลที่ได้รับจากสวนสมรมพอสรุปได้ว่าเป็น สวนที่ให้ประโยชน์นานาประการทั้งเป็นสวนป่าที่มีไม้ใช้สอย เป็นสวนผลไม้ เป็นสวนสมุนไพร เป็นสวนรวมพันธ์พีชชนิดต่างๆ เป็นสวนที่เอื้ออำนวยให้พวกนกและสัตว์บางชนิดอาศัยอยู่ได้ด้วย รวมทั่งสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ทุกฤดูกาลเพราะพืชแต่ละชนิดจะผลัดกันให้ดอกออกผล แตกต่างออกไปซึ่งสอดคล้องกับที่ ณรงค์ คงมาก ได้กล่าวถึง คุณลักษณะของระบบการเกษกร ในสวนพ่อเฒ่าเอาไว้ว่า เป็นระบบที่ไม่ทำลายระบบนิเวศวิทยา เน้นความสมดุลของมนุษย์ พีช สัตว์ และดินโดยผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โดยให้ผลผลิตอย่างเพียงพอสำหรับการบริโภคในครอบครัว ขายเป็นรายได้ และคุ้มกับการลงทุน ที่เสียไปนอกจากนี้ยังมีนักวิชาการไม่น้อยที่กล่าวถึงข้อดีของการทำสวนสมรมไว้ดังนี้

ชนวน รัตนวราหะ ได้กล่าวถึงข้อดีของการเกษตรแบบผสมผสาน ว่าการปถูกพืชในลักษณะนี้มีผลดีคือ เรื่องทางเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างสมำเสมอ เรื่องของสิ่งแวดล้อม ความร่มรื่น ดิน ความชื้น จะดีตลอด ตอบสนองเรื่องของสังคม คนที่กินที่อยู่ รายได้อย่างต่อเนื่อง ชีวิตย่อมดีเมื่อชีวิตดีและครอบครัวดีสังคมก็ย่อมดีตามไปด้วย

ทวีศักดิ์ วัฒนกุล ได้กล่าวถึงจุคเค่นของระบบการเกษตรผสมผสานสรุปไห้ว่า เป็นการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ เอื้ออำนวยต่อการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน ลคต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงในการผลิต การตลาด และมีความมั่นคงหรือเสถียรภาพสูง และพูลสวัสดิ์ อาจละกะ สมพร อิศรานุรักษ์ และรัศมี คีรีประทีป ได้กล่าวไว้ ในทำนองเดียวกัน และเพิ่มเดิมขึ้นอีกประการหนึ่งคือ การลดเคลื่อนย้ายแรงงานจากเกษตรไปสู่ภาคอื่น

ข้อดีของสวนสมรม

ไม้น้ำ

ผักกูด โสน บอน/เผือก ผักแพว/ผักไผ่ บัวบก ผักบุ้ง ผักกระเฉด คล้า/แหย่ง คลุ้ม/แหย่งป่า

ความหลากหลาย 1

ผักกูด

ความหลากหลาย 2

ผักบุ้ง

ความหลากหลาย 3

บัวบก

ไม้เถา

พริกไทย พลู ดีปลี สะค้าน/จะค้าน หวายขม หวายตะค้าทอง หวายข้อดำ หวายกำพวน ขจร/สลิด ตำลึง มะระขี้นก เถาคัน อัญชัน ผักปลัง ฟักข้าว เครืองูเห่า กลอย รางจืด เถาเอ็นอ่อน เถาวัลย์เปรียง ขมิ้นเครือ ม้าทลายโรง/ม้ากระทืบโรง กำแพงเจ็ดชั้น โคคลาน บอระเพ็ด เถาย่านาง กรุงเขมา เครือปลอก/พญางิ้วดำ สบู่เลือด วานิลา

ความหลากหลาย 1

พริกไทย

ความหลากหลาย 2

อัญชัน

ความหลากหลาย 3

ตำลึง

ไม้ล้มลุก

ดาหลา หรือพื้นสกุลาหลา คูน/อ้อดิบ กระวานจันทบูร กระวานขาว ข่า มันขี้หนู ชะพลู บุกไข่/บุกคนโท อุตพิด กระชายดำ กระชาย ไพล ไพลดำ ขมิ้นขาว ขมิ้นขัน ขมิ้นอ้อย ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ พืชสกุลกระเจียว ว่านสาวหลง ว่านมหากาฬ หญ้าแฝก ตะไคร้หอม ดีปลากั้ง เสลดพังพอนตัวเมีย หนอนตายหยาก ฟ้าทะลายโจร เนระพูสีไทย ว่านพังพอน

ความหลากหลาย 1

ดาหลา

ความหลากหลาย 2

ชะพลู

ความหลากหลาย 3

ตะไคร้หอม

ไม้เบิกนำ

พังแหร ตองแตบ เม็ก เต้าหลวง พืชสกุลมะฮัง สอยดาว ขี้เหล็กเลือด ปออีเก้ง กระทุ่มบก กะทัง ลำพูป่า สัตตบรรณ/ตีนเป็ดขาว ตีนเป็ดดำ ตีนเป็ดเขา ทุ้งฟ้า ปลายสาน ปอหู ลำป้าง กะหนานปลิง โพบาย/เยื่อจง สะท้อนรอก กะทังใบใหญ่

ความหลากหลาย 1

พังแหร

ความหลากหลาย 2

เต้าหลวง

ความหลากหลาย 3

กะหนานปลิง

ไม้ต้นขนาดใหญ่

ตะเคียนราก ตะเคียนเขา ชันภู่ ตะเคียนทอง พืชสกุลตะเคียน สยาขาว สยาแดง สยาเหลือง กาลอ แอ๊ก ตะเคียนสามพอน เคียนทราย เต็งตานี พืชสกุลสยา-พะยอม ตะเคียนชันตาแมว เคี่ยม เคี่ยมคะนอง พนอง หลุมพอ ยวน ทองบึ้ง มะคะ อ้ายกลิ้ง มังคาก จำปาป่า ทังเก พืชวงศ์จำปี-จำปา ยางเสียน ยางมันหมู ยางปาย ยางนา ยางกล่อง ยางขน ยางวาด ยางยูง กระบากดำ กระบาก ช้าม่วง ไข่เขี่ยว เทพทาโร ทำมัง ยมหอม ตีนเป็ดแดง เขลง/หยี พืชสกุลหยี-เขลง สะตอ เหรียง พระเจ้าห้าพระองค์ ขุนไม้บอร์เนียว

ความหลากหลาย 1

สะตอ

ความหลากหลาย 2

ตะเคียนทอง

ความหลากหลาย 3

ยางปาย

ไม้ต้นขนาดกลาง

ส้มควาย ส้มแขก พะวา ชะมวง ชะมวงป่า พืชสกุลมังคุด บุนนาค/นากบุด พืชสกุลตังหน-กระทิง มะริด สาวดำ/มะพลับทอง พลับดง เนียน จันเขา พืชสกุลมะพลับ-มะเกลือ กันเกรา อินนิลน้ำ คาย่าเซเนกัล คาย่าใบใหญ่ คาย่าขาว มะฮอกกานี สะเดาเทียม พันจำ สะเดาปัก ไม้หอม กฤษณา พืชสกุลค้อ หลาวชะโอนเขา-ทุ่ง กระท้อน สมอพิเภก พืชสกุลทุเรียน พืชสกุลเงาะ ขนุนป่า พืชสกุลขนุน ไผ่ยักษ์ ไผ่หก ไผ่บงใหญ่

ความหลากหลาย 1

ส้มควาย

ความหลากหลาย 2

ชะมวง

ความหลากหลาย 3

ขนุนป่า

ไม้ต้นขนาดเล็ก

ขุนไม้ ซางจีน เลียบ เนียงบ้าน เนียงนก มะละกอป่า ลางสาด ลองกอง ลังแข ส้มโหลก มะไฟ พืชสกุลมะไฟ ตะไครต้น พิชสกุลมีเหม็น ลูกชิด มะพร้าวหนู มะปริง มะปราง มะยงชิด มะมุด พืชสกุลมะมวง ตะขบควาย ทองหลางใบมน ปลาไหลเผือก สุรามะริด สมุลแว้ง พืชสกุลอบเชย พืชสกุลหมักม่อ พืชสกุลคำมอกหลวง ไผ่หวาน ไผ่ตง จันทร์เทศ ทุเรียนบ้าน เงาะ มังคุด จำปาดะ มะพูด กานพลู มะม่วงหิมพานต์

ความหลากหลาย 1

กานพลู

ความหลากหลาย 2

เงาะ

ความหลากหลาย 3

จำปาดะ

ไม้พุ่ม

ผักเหมียง/ผักเหลียง มันปู ผักติ้ว/แต้ว ผักเม็ก/เสม็ดชุน ขี้เหล็ก ชะมวง พืชสกุลสละ-ระกำ เม่าช้าง เม่าไข่ปลา สมุย ชะอม ยอบ้าน เต่าร้าง ผักหวานบ้าน หมากหมก ผักพูม หมากแปม สักขี พืชสกุลกะพ้อ พืชสกุลจั๋ง พืชสกุลเตย มะเขือพวง หอมแขก เขยตาย ข่อย กล้วย หม่อน กระเจี๊ยบ มะนาวควาย ตะลิงปลิง ทับทิม ส้มโอ โกโก้ หมาก

ความหลากหลาย 1

ผักเหมียง

ความหลากหลาย 2

ทับทิม

ความหลากหลาย 3

ชะอม

ตัวอย่างพืชป่าที่สร้างรายได้

ข้อดีของสวนสมรม 1

เหรียง (Parkia timoriana (DC) Mer.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่สูงประมาณ 30 เมตร ลักษณะคล้ายต้นสะตอ ฝักยาว 20- 30 เซนติเมตร เมล็ดมี 15-20 ต่อฝัก ไม่นิยมกินสดเหมือนสะตอ จะรอให้เมล็ดแห้งแก่คาฝัก เมล็ดในเมื่อแก่เป็นสีดำ ต้นเหรียงชอบขึ้นตามริมชายเขาในป่าดิบ ที่มีอากาศชื้น วิธีการปลูกต้นเหรียงนิยมชยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดเป็นหลักนอกจากนี้ยังสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตัดกิ่งปักชํา และการติดตา แต่ไม่เป็นที่นิยม ต้นเหรียงมีอายุ 10 ปีขึ้นไปจึงให้ผลผลิต

ข้อดีของสวนสมรม 2

กลอย(Dioscorea hispida Dennst.) จัดอยู่ในวงศ์กลอย (Dioscoreaceae) เป็นพืชเถาล้มลุก ลำต้นกลมมีหนาม เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วไปทั้งในป่าผลัดใบและ ชายปาดิบ ในที่ปีแสงรำไร-กลางแจ้ง ดินมีการระบายน้ำดี ขึ้นที่ความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ทั่วประเทศ ในหัวกลอยมีสารอาหาร ประเภทแป้ง เป็นส่วนประกอบหลัก และมีสารพิษที่ชื่อว่า "ไดออสคอรีน (dioscorine)" ไม่ควรเก็บหัวกลอยในช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นพิษสูง ควรเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูร้อนสังเกตเถากลอย เริ่มแห้งตาย หัวกลอยจะมีขนาดใหญ่เต็ม ที่โผล่เหนือพื้นดินทำให้เก็บได้ง่ายและ ไม่มีพิษสูง

ข้อดีของสวนสมรม 3

ผักกูด (Diplazium esculentum (Retz) Sw.) จัดอยู่ในกลุ่มเฟิน (Pteridophyte) ในธรรมชาติชอบขึ้นตามพื้นที่แฉะ หรือตามริมลำธารมีน้ำไหลสะอาด ไม่สารเคมี ดินปนทราย ในที่ปแสงรำไร-ชายป่า ผักกูดขึ้นเป็นกอ สูง 50-100 เซนติเมตร ตามธรรมชาติขยายพันธุ์โคยใช้สปอร์ และการแตกหน่อจากเหง้า การปลูกผักกูด นิยมใช้หน่อแยกจากต้นแม่มาปักชำในดินที่ชื้นแฉะ ปลูกตามริมลำธาร ร่องหรือขอบสระนําสะอาดภายในสวนหรือป่า ที่มีอากาศชุ่มขึ้น ระยะปลูกที่ใช้ระหว่างแถวและระหว่างต้น 50 เซนติเมตร การบำรุงรักษาเน้น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งช่วยให้มีการเจริญเติบโตและผลผลิตดีขึ้น หลังปลูกผักกูด ประมาณ 4-6 เดือน จึงเริ่มเก็บผลผลิตได้ โดยส่วนยอดความยาว 25-30 เซนติเมตร ผลผลิตที่ได้เฉลื่ย ประมาณ 200 กิโลกรัม ไร่/เดือน นอกจากนี้ผักกูดไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวนจึงไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัด

ข้อดีของสวนสมรม 4

หว้า (Syzygum cumini (L.) Skeels) จัดอยู่ในวงศ์หว้า (Myrtaceae) เป็นไม้ต้น สูง 10-35 เมตร พบทุกภาคในป่าผลัดใบ และป่าดิบ ที่ความสูงไม่ เกิน 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่จะชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ทนความแห้งแล้งและน้ำท่วมขังได้ดี การปลูกทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด การปักชำกิ่ง รดน้าให้ชุ่ม วางไว้ในที่มีแสงรำไร เลี่ยงแสงแดดช่วงบ่าย ต้นกล้ามีอายุประมาณ 12 เดือนแล้วจึงนำมาปลก ลงในแปลง ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 4x4 เมตร